[ดูแล้วเล่า] STAND BY ME DORAEMON 2 โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 22 min read

598
STAND BY ME DORAEMON 2

ก่อนอื่นเลยต้องบอกแบบนี้ครับว่าผมลังเลอยู่นานพอสมควรว่าจะไปดูดีมั้ย (ถึงแม้จะเคยลงบทความ 3 เหตุผลที่ต้องดูไปแล้วก็ตาม) คือชีวิตก็ห่างหายจากการดูโดราเอมอนไปนานมากแล้วอะนะ ตั้งแต่ที่เกาะจอรอดูช่องเก้าน้อยลง เรื่องราวของหุ่นยนต์แมวสีฟ้าตัวนี้ก็ค่อยๆ จางไปจากชีวิตเรื่อยๆ มูฟวี่ภาคใหม่ๆ ก็ไม่ได้ดูแล้ว เอาจริงๆ ก็คือเริ่มไม่ซื้อความแฟนตาซีในเรื่องแล้วน่ะแหละ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปดู ด้วยสภาพที่ใจกำลังพังเหลือเกินจากทั้งเรื่องความรักและการงาน ณ ตอนนั้น ไม่ได้คาดหวังว่า STAND BY ME DORAEMON 2 โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2 จะมอบความประทับใจอะไรให้มากมาย ขอเพียงในห้วงเวลาประมาณสองชั่วโมงนี้ เรื่องราวในหนังจะช่วยฮีลใจได้บ้างก็พอแล้ว กระทั่งได้พบว่าตัวเองสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ชีวิตเข้ากับหนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปฏิเสธความแฟนตาซี หวนคืนสู่ปุถุชน

คุณย่า

หนึ่งสิ่งสำคัญที่แม้จะผจญภัยหลุดโลกแค่ไหนก็ไม่เคยจางหายไปจากเรื่องราวของโดราเอมอนเลยก็คือการให้ความสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว คนรัก และเพื่อนพ้อง พอมาใน STAND BY ME DORAEMON 2 ด้วยเซ็ตติ้งที่ลดความแฟนตาซีลง หวนคืนสู่การบอกเล่าเรื่องราวที่พบเจอได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้แก่นในส่วนนี้ถูกขับเน้นจนเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

เหตุผลหลักที่ชักนำให้ผมก้าวผ่านความลังเลว่าจะดูหรือไม่ดูก็คือการนำตอนความทรงจำของคุณย่ามาเป็นหนึ่งในองก์สำคัญของเรื่อง ผมเป็นคนนึงที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของคุณย่า เพราะฉะนั้น เรื่องราวในส่วนนี้จึงรีเลทเป็นพิเศษ เวลาตัวละครคุณย่าเข้าฉาก น้ำตาซึมทุกฉาก ซึมโดยที่ไม่ต้องมีไดอะล็อก ไม่ต้องมีแอ็คชั่นอะไรมากมาย แค่เป็นฉากคุณย่าเดิน (แบบที่เห็นในตัวอย่าง) ก็สร้างอิมแพคต์ได้มากมายเหลือเกินแล้ว

ณ จุดนั้น ภาพต่างๆ ของย่าตัวเองก็แฟลชแบ็คเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ นึกอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ ก็ร้องโวยวายหาย่า วันไหนไปโรงเรียน แล้วลืมเอาการบ้านไปส่ง ก็ได้ย่านี่แหละ กุลีกุจอ นั่งรถประจำทางมาส่งให้ถึงหน้าห้อง วันไหนเผลอทำข้าวของในบ้านพัง แล้วรู้ว่าต้องโดนดุแน่ๆ สิ่งที่ทำมีอย่างเดียวเลยก็คือไปหลบหลังย่า เกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของเด็กชายวัยห้าขวบ เอาเข้าจริงๆ ตอนนี้ในวัยที่จะเข้าเลขสามเนี่ย ผมยังทำตัวเป็นเด็กเล็กๆ อยู่เลยครับ ยังคงไปนอนตัก แหย่ แกล้งย่าอยู่ทุกวัน คนแก่น่ะน่ารักมากนะ ลองได้ใกล้ชิด เล่นกับเขาบ่อยๆ ก็เหมือนได้เพื่อนต่างวัยที่รู้ใจเรามาเพิ่มอีกคนนึงเลยล่ะ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมนึกไม่ออกว่าย่าคาดหวังอะไรในตัวผมบ้าง ย่าไม่เคยบอก สิ่งที่ผมรับรู้มีเพียงอย่างเดียวคือทุกครั้งเวลาคุยเรื่องอนาคต ย่าจะบอกแค่ว่าขอให้ผมมีความสุขกับสิ่งที่เจอสิ่งที่เป็นเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่รู้ว่านั่นเรียกว่าความคาดหวังได้หรือเปล่า แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้ผมแสวงหาที่ทางที่จะทำให้มีความสุขอยู่ตลอด ถึงแม้ตอนนี้จะเครียดเหลือเกิน แต่พอกลับไปบ้าน เห็นย่านอนดูทีวี รอให้หลานชายเปิดประตูห้องเข้ามา ก็รู้ได้เลยว่าสุดท้ายยังไงความทุกข์ก็ต้องผ่านไป

โนบิตะวัยหนุ่ม

ตั้งแต่ดูโดราเอมอนมา นอกจากฉากโนบิตะร้องไห้งอแงมาออดอ้อนขอของวิเศษจากหุ่นยนต์แมวเพื่อนรักแล้ว อีกภาพจำก็คือการที่โนบิตะเพ้อพกหาแต่ชิซุกะ ด้วยความรักอันบริสุทธิ์แบบเด็กๆ ถึงแม้เราจะรู้กันอยู่แล้วว่า ณ ปลายทางคือประตูวิวาห์ของทั้งคู่และไม่น่ามีสิ่งใดให้ลุ้น องก์นี้อาจดูเป็นอะไรที่น่าเบื่อ แต่ STAND BY ME DORAEMON 2 ก็สามารถต่อยอดจากเรื่องราวนั้นได้อย่างดีเยี่ยม ผมชอบการที่หนังเลือกชูให้โนบิตะวัยหนุ่มเป็นอีกหนึ่งตัวละครเอก ทำให้เราได้เห็นมิติและขับเน้นความอ่อนโยนและความคิดถึงหัวจิตหัวใจคนอื่นของเขาได้ดียิ่งขึ้น ในอีกแง่หนึ่งมันก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่พบเจอในวัยเด็กนั้นส่งผลยืดยาวได้มากน้อยขนาดไหน

เอาเข้าจริง ผมเข้าใจโนบิตะวัยนี้มากๆ เลย เพราะถ้าจะให้พูด ตัวเองก็เป็นคนคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะกล้าตัดสินใจทำอะไรได้โดยไม่ลังเล ทุกครั้งก่อนลงมือทำ ส่วนตัวผมเองจะคิดไปหลายตลบมาก คิดแล้วคิดอีก และก็ไม่น้อยครั้งเลยที่ตัดสินใจเลิกพยายามด้วยคิดว่ายังไงก็มีคนที่เหนือกว่า เก่งกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็สู้ใครเขาไม่ได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็ส่งผ่านมาทางโนบิตะได้อย่างเด่นชัด เขาเป็นคนที่โดนตราหน้าว่าเป็นจอมห่วยมาตั้งแต่เด็ก แถมบรรดาเพื่อนๆ ที่รายล้อมต่างก็มีความเจ๋งอยู่ในตัวกันทุกคน เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยที่ self-esteem จะถูกกดทับส่งต่อจากวัยหนึ่งสู่วัยหนึ่ง ที่สุดท้ายแม้จะผ่านโลก พบเจอประสบการณ์มามากพอสมควร ชีวิตก็อาจจะพังเพราะความลังเลไม่มั่นใจนี้ได้อยู่ดี

แต่อีกด้านหนึ่ง โนบิตะวัยหนุ่มก็โตมากพอที่จะมีความสุขุมมากขึ้น แม้จะหลุดโวยวายมาบ้าง แต่เราก็ได้เห็นชัดๆ ว่าเขาไตร่ตรองมากกว่าที่เคย รวมถึงในด้านความเห็นอกเห็นใจ นี่ก็กลายเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งยวดของโนบิตะ เขาไม่ใช่เด็กโดนสปอยล์เอาแต่ใจคนเดิมอีกแล้ว แต่เขาจะคิดถึงความสุขและทำความเข้าใจความทุกข์ของคนที่เขารักก่อนทำอะไรก็ตามก่อนเสมอ

ไม่แน่ใจว่าผมไปอ่านมาจากไหน แต่ประโยคที่ว่า “แม้โนบิตะจะโดนกลั้นแกล้งดูถูกสารพัด แต่การที่เขารอดพ้นจากการเป็นโรคซึมเศร้าได้เป็นเพราะทุกครั้งที่เสียใจ โนบิตะจะมีใครสักคนให้ไปซบตัก ระบายความทุกข์ได้เสมอ” นั้นยังคงจำขึ้นใจ และพอมองย้อนกลับมา เมื่อพิจารณาดีๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ ณ มุมใดมุมหนึ่งของชีวิต จะมีใครสักคนแคร์เราอยู่เสมอ เพียงแต่อย่ามองข้ามไปก็เท่านั้น

ชิซุกะ

ไม่รู้ว่าผมจะพูดถึงตัวละครนี้ได้มากน้อยขนาดไหน เพราะถึงแม้จะถูกโปรโมท ได้ขึ้นโปสเตอร์ตั้งแต่ใบแรก แต่ในเรื่อง แอร์ไทม์ของชิซุกะก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่นั่นกลายเป็นข้อดีมากๆ เพราะเมื่อเรื่องราวเริ่มส่อเค้าวุ่นวายและมีทีท่าว่าจะพังลงเรื่อยๆ จากการกระทำของโนบิตะ เราจะคิดถึงชิซุกะเสมอ เพราะทุกฉากทุกตอนของเธอล้วนนำมาซึ่งความสดใสและสว่างได้ตลอดเวลา เป็นตัวละครที่สวยมาก สวยแบบไม่รู้จะพูดยังไง หากชิซุกะมีตัวตนอยู่จริง ก็คงเป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟ็คต์ไปทุกกระเบียดนิ้ว และผมก็ประทับใจมากๆ กับความอ่อนโยน ความซื่อสัตย์และเชื่อมั่นต่อทั้งหัวใจตัวเองและคนรัก ชิซุกะยังคงเป็นคนเดียวที่ไม่เคยด้อยค่าโนบิตะเลย (ขนาดโดราเอมอนเองยังมีจิกกัด) และคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ยิ่งในฉากแต่งงาน ชิซุกะยิ่งสง่า เป็นเครื่องย้ำเตือนชั้นดีว่าหากใครมีคนรักที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองได้ขนาดนี้ จงรักษาเขาหรือเธอเอาไว้ให้ดีๆ นะ

เพื่อนพ้อง

เขาว่ากันว่ายิ่งแกล้งกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้รักและสนิทกันได้มากเท่านั้น ไม่รู้ว่าจริงไหม แต่หนังเรื่องนี้สะท้อนว่าคือความจริง ในวันสามัญธรรมดาทั่วไป ไจแอนท์กับซูเนโอะจะคอยกลั่นแกล้งโนบิตะอยู่เมอ แต่พอเป็นวันที่โนบิตะล้ม สองคนนี้จะเป็นคนแรกๆ ที่เข้ามาประคับประคองให้โนบิตะลุกขึ้นยืนได้ใหม่ ในยามลำบาก สองคนนี้พร้อมเป็นกำลังสำคัญเสมอ ภายในหนัง เราจะได้เห็นคำว่าใจแลกใจได้อย่างเด่นชัด ซูโนโอะช่วยโนบิตะอย่างเต็มที่ในแบบฉบับของตัวเอง ในขณะที่ไจแอนท์ก็ช่วยแก้สถานการณ์สำคัญบางอย่างได้เป็นอย่างดี แถมยังมีฉากเท่ห์ของสองตัวละครนี้ให้เห็นด้วยนะ คำว่ามิตรแท้ต้องวัดกันในยามยากนี่ไม่เกินเลยไปเลยจริงๆ

ความรู้สึกหลังดู STAND BY ME DORAEMON 2

สั้นๆ ขอบคุณที่เข้าฉายในจังหวะนี้ ใจฟูมาก ทุกวินาทีคือดีล้วนๆ มวลความสุขล้นๆ ประเด็นในเรื่อง พอมันรีเลทกับชีวิตคือจบ พอ ไม่ขออะไรจากหนังในวันที่ชีวิตมีแต่เรื่องหนักๆ จนใจล้าอีกแล้ว พี่มอนชาร์จพลังให้เสร็จสรรพ อิ่มเอมมาก มีความสุขมาก รักมาก ยิ้มทั้งน้ำตา

[แถมท้าย] เสียงพากย์โต๋-ไบรท์

วันนี้ที่ได้ดูเป็นพากย์ไทย จากใจเลย คุณโต๋ คุณไบรท์สู้มืออาชีพไม่ได้จริงๆ แหละ แต่ดีกว่าในตัวอย่างเยอะมาก ยิ่งฝั่งคุณโต๋นี่เห็นได้ชัดเจนเลยว่ายิ่งพากย์ยิ่งคึก แรกๆ ดูหงิมๆ หลังๆ มี improvise

ใดๆ ฉากงานแต่ง คู่นี้ท็อปฟอร์ม ไม่รู้ในห้องอัดเป็นไง แต่ภาพในหัวคือโต๋-ไบรท์ นั่งกุมมือกัน พากย์ไปด้วยกัน อารมณ์ที่ส่งมาผ่านเสียงคือเรียลจัดๆ เหมือนเป็นห้องซ้อมสำหรับงานของตัวเอง อย่างอิน


ป.ล. อยากให้นั่งดูเครดิตต่อจนจบครับ อยากให้ฟังเพลง Niji ที่ร้องโดยสุดะ มาซากิ มากๆ ความหมายของเนื้อเพลงบิลท์อารมณ์ได้อีกเยอะเลย เป็นเพลงที่มีพลังมาก ดีใจที่ทาง M Pictures แปลให้ ตอนแรกก็ลุ้นตัวโก่งว่าจะแปลมั้ย ถ้าไม่ก็ว่าจะไปแนะนำให้ทำ สุดท้ายมี ดีมาก น้ำตาจะไหล