SPAZEKOF COFFEE

เหมือนตัวฉันล่องลอยในอวกาศ ออกจากดาวโลกไปไกล สู่จักรวาลที่แสนกว้างใหญ่ ~~~

ตะลุยคาเฟ่วีคละหนึ่งที่ นี่คือเควสต์ที่ตั้งไว้ให้ตัวเองตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็อย่างที่รู้ พอเฮียโควิดมา เฮียก็ขวิดซะแผนผมกระเจิง ไม่ได้ไปเลยสักที่ ก็ได้แต่รอจังหวะว่าเมื่อไหร่จะได้สานเควสต์นี้ต่อ ก็วันนี้แหละ ซึ่งจริง ๆ ก็เลือกอยู่หลายที่นะ แต่ก็มาปักหมุดที่ SPAZEKOF COFFEE ด้วยสามเหตุผล หนึ่งคือใกล้บ้าน กลับบ้านที่ไร เป็นต้องผ่านหน้าร้านทุกครั้ง แล้วคือวันนี้เป็นวันสุดท้ายของช่วงหยุดยาว ไม่อยากไปไหนไกลมาก เดี๋ยวจะเหนื่อย ไฟต์บังคับก็เลยต้องเป็นคาเฟ่ที่เดินทางห้ามเกินครึ่งชั่วโมง สอง ชื่อเก๋ บวกกับ mood & tone ดู robotic ไซไฟจ๋ามาก ๆ น่าสนุก กับสาม เห็นว่าร้านนี้ใช้หุ่นยนต์ชงกาเครื่องดื่ม คงเป็นประสบการณ์ที่แปลกดีพิลึกที่เปลี่ยนจากบาริสต้าที่เป็นคนจริง ๆ มาให้ AI ชงให้เนี่ย หูยยยยย แค่คิดก็นึกว่าอยู่ใน Space Odyssey แล้วอะ ไม่ต้องเลือกแล้ว ไปร้านนี้แหละ

Robotic Coffee ที่คนชง?

พอถึงร้าน พบว่าร้านโล่งมาก มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว แค่คนเดียว แถมพอไปถึงปุ๊บ เขาก็ออกปั๊บ เลยกลายเป็นว่าได้ครองร้านอยู่คนเดียวไปยาว ๆ หลังจากเลือกทำเลโต๊ะนั่งได้แล้ว ก็เดินไปสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์ ตอนแรกก็กะว่าจะจิ้ม ๆ ให้หุ่นยนต์บริการเต็มรูปแบบ แต่รู้สึกว่าบนหน้าจอมีเมนูให้สั่งน้อยไปหน่อย เลยเลือกไปดูแผ่นเมนูเพิ่มเติม แล้วก็สั่งกับพนักงานที่เป็นคนจริง ๆ แทน ซึ่งสุดท้าย พนักงานก็ไปจิ้มเครื่องชงกาแฟให้ผมแทน ฮ่า ๆ ซึ่งระบบนี้ก็ดีสองอย่าง ตรงความรวดเร็ว เร็วมากจริง ๆ ขนาดว่าจะหยิบกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์ตอนควันพวยพุ่งขึ้นจากแก้ว ยังไม่ทันอะ ไม่ถึงนาที กาแฟก็กำลังเดินทางไปที่โต๊ะแล้ว กับอีกอย่างคือความคงที่ของรสชาติ คือเครื่องชงก็ทำไปตามโปรแกรมอะ รสชาติแต่ละแก้วก็เลยไม่เพี้ยน แต่ก็ไม่ค่อยดีในแง่ customize ถึงจะสามารถปรับบางอย่างได้ก็จริง แต่ระบบก็ยังไม่ยืดหยุ่นเท่ากับคนจริง ๆ ชง สายซีเรียสกับความคงที่ของรสอาจจะชอบ แต่สำหรับสายที่ชอบเสียงคนกาแฟในแก้ว เสียงรินน้ำต่าง ๆ ก็อาจจะไม่ถูกใจเท่าไหร่ (กลายเป็นเรื่อง old school vs technology ไปจนได้)

เมนูที่สั่งมาประเดิมก็คือคาราเมล แมคคีอาโต้ (แต่ไม่ได้ดื่มอะ) กับครัวซองครีมอัลมอนด์ ที่เป็นเมนูพิเศษของร้าน มีขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ไหน ๆ ก็มาครั้งแรก ลองเมนูพิเศษไปเลยละกัน

มาว่ากันที่กาแฟก่อน (ออกตัวก่อนนะว่าไม่ใช่ coffee lover ไม่ได้ดื่มกาแฟบ่อยขนาดนั้น ไม่ใช่กูรูด้านรสชาติ เพราะงั้นส่วนนี้ อย่าได้เชื่อลิ้นของผมนัก) อย่างที่บอกไปว่าผมสั่งคาราเมล แมคคีอาโต้ แต่ไม่ได้ดื่ม นั่นเป็นเพราะพนักงานชงมาผิดครับ ไม่ชัวร์ว่าผิดจริงมั้ย แต่คำแรกที่สัมผัสกับลิ้นคือความขม ซึ่งถ้าเป็นคาราเมลฯ นี่ หนูหวานควรจะวิ่งนำมาก่อน บวกกับกลิ่นหอม ๆ แต่นี่ขมเลย กลิ่นคาราเมลก็ไม่มี ไม่รู้ว่าเพราะสั่งไม่ชัดเองหรือพนักงานฟังผิด (เข้าใจได้แหละ ออกเสียงพยางค์ท้ายคล้าย ๆ กัน) ก็เลยเหมือนจะได้คาปูชิโน่มาแทน ซึ่งก็โอเค เพราะได้นมช่วยเพิ่มความละมุน ลดทอนความขมของกาแฟลงไปได้เยอะ แต่ก็ไม่ได้คิดจะขอเปลี่ยนอะไรนะ เพราะรสชาติก็ดื่มง่าย ขมนำเยอะ หวานเบา ๆ ไลท์ ๆ ไม่ต้องสั่งว่าขอหวานน้อยแต่อย่างใด เป็นมิตรต่อผมที่ไม่ค่อยชอบความคมของกาแฟมาก ๆ แต่ที่เป็นปัญหาจริง ๆ ก็คือความร้อนของกาแฟครับ ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นคนชอบดื่มเครื่องดื่มร้อน ถ้าไม่ใช่น้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำอัดลมเนี่ย ผมจะสั่งแบบร้อนเสมอ แต่ไม่รู้เป็นอะไร พอเป็นคาเฟ่ stand alone ลักษณะนี้ ไม่เคยทำได้ถึงอย่างที่หวังสักที่ ร้านนี้ก็เหมือนกัน ทำได้แค่อุ่น ๆ ค่อนไปเย็นเท่านั้น (หรือหลาย ๆ ร้านตั้งใจให้ดื่มง่าย ๆ หว่า) ก็เลยแอบเสียดาย นี่ถ้าร้อนกว่านี้อีกสักสองสามเท่านะคงฟินน่าดู

ส่วนครัวซอง อันนี้บอกก่อนว่าเมื่อเทียบขนาดกับราคาแล้วถือว่าคุ้มอยู่ ใหญ่เต็มจาน แต่ครัวซอง ยังไงก็ควรกินตอนที่อบเสร็จใหม่ ๆ อะ จะได้กรอบ ๆ นี่ไปซะบ่าย ความกรอบก็เลยหายไปเกือบหมด แล้วพอไม่กรอบ ก็เหนียวสิครับ ทีนี้ละงานมาเลย ฮ่า ๆ เพราะเขาเสิร์ฟมาในจานที่มีขากลม ๆ ไม่ได้ราบไปกับพื้น พอหันที จานก็เอียง นี่แบบเอาจานจูบกับโต๊ะไปซะหลายรอบ ดีนะ ไม่มีลูกค้าคนอื่น ไม่งั้นคงงงกันว่าโต๊ะนี้ทำไมส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายจัง อย่างน้อยถ้าอุ่นให้สักหน่อยก่อนเสิร์ฟ น่าจะช่วยได้ล่ะนะ

นึกว่าเนื้อครีมเป็นแบบลาวา แต่ไม่ใช่แฮะ

แล้วก็พอเป็นไส้ครีม ใจก็หวังไปแล้วว่าตอนหั่น คงไหลเยิ้มเป็นลาวาออกมาแน่ ๆ แต่เปล่าครับ ข้างในเป็นครีมที่จับตัวกันเป็นก้อน ๆ หยุ่น ๆ แบบที่เห็นได้ในขนมปังทั่วไป นี่ก็เป็นจุดที่น่าเสียดายไปได้อีกอย่าง ถ้าทำเป็นไส้ลาวานะ เชื่อว่าคงว้าวกว่านี้อีกจม

ถึงแม้กาแฟกับครัวซองจะไม่ได้ทำให้ประทับใจอะไรนัก แต่ที่ว้าวจริง ๆ เลยก็คือภาชนะ โดยเฉพาะแก้วกาแฟ ลายน่ารักมากกกกกกกกก ชอบมากอยากได้ เกือบซื้อมาใช้ที่บ้านแล้วนะ แต่ยังก่อน ใบนึงก็ราคาของฝากอะครับ ไม่ถูก แต่ชอบมาก ออกแบบได้โคตรคิวท์เลย แอบเห็นแก้วแบบ take home แล้วก็น่ารักไม่แพ้กัน อะ สรุปว่าพอใจ แค่แก้วสวยก็ฟินแล้ว

นี่คาเฟ่หรือฐานทัพ

หลังจากเติมน้ำมันเต็มถังแล้ว ก็ถึงเวลาออกสำรวจให้ทั่ว SPAZEKOF COFFEE มีจุดที่น่าชื่นชมมาก ๆ อยู่ตรงที่การออกแบบตัวร้านได้เหมาะเหม็งกับธีมอวกาศมาก ๆ ภายนอกคุมโทนด้วยสีเทา ๆ เหมือนฐานทัพอะไรสักอย่าง ซึ่งดูแล้วโคตรคูล แต่ก็ไม่ได้ขรึมจนดูเข้าไม่ถึงจนเกินไป เพราะเข้าเพิ่มความขี้เล่นให้ร้านด้วยหุ่นมาสคอตเจ้าหนูนักบินอวกาศกับกราฟฟิตี้บนกำแพง ที่ไม่ได้อาร์ตจ๋า แต่ดูแล้วเข้าใจง่าย เด็กมาเห็นคงชอบ บวกกับทำเป็นอาคารแนวยาวชั้นเดียว เลยบวกความรู้สึกโปร่งโล่งมาอีกหลายระดับ แค่เห็นแว๊บแรกก็มั่นใจได้แล้วว่านั่งดื่มด่ำได้แบบไม่อึดอัดแน่ ๆ

แล้วพอเข้าไปข้างใน ก็เป็นแบบที่คิด ใช้ประโยชน์จากความยาวของร้านได้ดีเลย ถูกใจมาก โล่ง กระจกบานใหญ่เต็มร้าน แสงเข้าทั่วถึง แอร์เย็นกำลังดี เห็นแล้วสบายใจ โต๊ะก็มีตอบโจทย์ลูกค้าทุกแบบ มาคนเดียวก็มีโต๊ะบาร์ให้นั่ง มาเป็นคู่ก็นั่งโต๊ะกลม มาเป็นกลุ่มก็มีโต๊ะใหญ่ให้เลือก ที่นั่งมีทั้ง indoor outdoor ให้เลือกตามชอบ เท่าที่คะเนดูคร่าว ๆ ถ้าคนนั่งเต็มทุกโต๊ะจริง ๆ จะจุได้ประมาณสามสิบคน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย

นอกจากต้นไม้ที่ช่วยให้ร้านร่มรื่นและกราฟฟิตี้ซน ๆ แล้ว อีกจุดที่ชอบมาก ๆ คือความ contrast เบา ๆ ในมุม ๆ หนึ่งจะมีโหลกับตู้กดเป๊บซี่สีเหลืองอร่ามระบบอัตโนมือ เหมือนกับจะบอกว่ากว่าจะถึงยุคบุกเบิกอวกาศ มนุษยชาติเคยต้องทำอะไรด้วยมือตัวเองมาก่อนนะ (ปรัชญาทำไม) น่ารักดี

SPAZEKOF COFFEE นั่งเพลินได้ทั้งวัน

ด้วยความที่เข้าไปตอนแรก ร้านโล่งแบบไม่มีคนเลย ก็เลยกะว่าจะนั่งยาว ๆ แต่พอนั่งไปได้สักพัก คนก็เริ่มทยอยมาทีละกลุ่มสองกลุ่ม จนเริ่มเต็มร้านขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยตัดสินใจกลับ ให้กลุ่มหลัง ๆ ได้นั่งต่อ ถึงแม้ตัวกาแฟจะไม่ได้ประทับใจอะไรมากกับกิมมิคหุ่นยนต์ก็ไม่ได้รู้สึกอู้หูเท่าไหร่ แต่โดยรวม ผมก็ชอบที่นี่มาก ๆ ด้วยการตกแต่งที่สวย มุมถ่ายรูป เอาเข้าจริง ไม่เยอะ แต่ทุกมุมดูแล้วยังไงก็จัดวางมาดีแล้วแน่ ๆ ถ่ายรูปสวยหมด กับบรรยากาศร้านที่โปร่งโล่งสบาย ทำให้พอเข้ามานั่งแล้ว ชิลได้ใจ ได้หลบออกมาจากความวุ่นวายจริง ๆ นี่ถ้าได้นั่งจนถึงค่ำ ๆ หน่อยแล้วเปิดไฟนะ เชื่อว่าบรรยากาศจะเปลี่ยนและคงสวยไม่แพ้ตอนกลางวันแน่ ๆ (ลืมบอกไปว่าร้านเปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ เปิดเจ็ดโมงเช้าถึงหกโมงเย็น วันอาทิตย์ ปิดหนึ่งทุ่ม) ส่วนราคาเมนูต่าง ๆ ก็อยู่ในเรนจ์มาตรฐานของยุคนี้ เสียดายเบา ๆ ถ้าได้แวะมาเร็วกว่านี้ ช่วงที่ work from home ยาว ๆ คงมาปักหลักทำงานที่นี่แหละ

อ้อ เห็นว่าตอนนี้ร้านไปเปิดที่ Siam Center แล้วนะ ใช้หุ่นยนต์ชงเต็มรูปแบบ บริการตัวเอง ถ้าอยากสัมผัสโรบอทบาริสต้าแบบเต็มสูบ ก็ต้องไปสาขานี้แหละ

เปิดวาร์ปเพจ SPAZEKOF COFFEE