[ดูแล้วเล่า] VIOLET EVERGARDEN THE MOVIE1 min read

1127
VIOLET EVERGARDEN THE MOVIE

ความงดงามในวันที่ใจต้องการพักผ่อน

ไม่รู้ว่าเพราะอายุมากขึ้นหรือว่าอะไร แต่พักหลังๆ ผมจะชอบดูอะไรที่ราบเรียบและไหลเอื่อย ราวกับว่าพยายามจะหลีกลี้จากชีวิตประจำวันที่ก็แสนวุ่นวายพอดูอยู่แล้ว อาจจะมีบ้างที่ในบางขณะ ก็ต้องการความตื่นเต้น แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ในการดูอนิเมะก็เหมือนกัน พอมาดูในลิสต์จริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแนวที่ดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆ ทั้งนั้น อย่าง Hyouka หรือ Non Non Biyori และก็ล่าสุด อนิเมะที่ว่าด้วยเรื่องราวของผู้บันทึกเรื่องราวของคนอื่นผ่านตัวอักษร ที่บังเอิญได้สัมผัสครั้งแรกเมื่อราว ๆ สองปีก่อน ใช่แล้วครับ ผมเพิ่งได้ไปดู VIOLET EVERGARDEN THE MOVIE อนิเมะของ JAM เรื่องล่าสุดที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ที่มอบความรื่นรมย์และฮีลใจผมได้ดีเสียเหลือเกิน

จดหมายคือหัวใจ

ผมเข้าไปดูเรื่องนี้ เพราะว่าต้องการพักผ่อน แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้ได้อย่างที่คาด และอีกสิ่งสำคัญที่อนิเมะทิ้งตะกอนไว้ให้ แม้ว่าจะดูจนจบไปแล้ว ก็คือความคิดบางอย่าง ความสะกิดเตือนสติเราว่าอย่าชะล่าใจ เพราะวันสุดท้ายมักจะมาในวันธรรมดา ๆ เสมอ

เมื่อคำพูด บางครั้งก็มีน้ำหนักมากเกินไป จนไม่สามารถเปล่งออกมาด้วยตัวเองได้ หนทางที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นบรรยายผ่านตัวอักษร เพราะตัวอักษรไม่มีการเหนียมอาย ไม่บิดพริ้ว เมื่อพิมพ์หรือเขียนไปแล้ว ผู้รับสารจะได้ความตามนั้น ซึ่งในอนิเมะเรื่องนี้ ถ่ายทอดหัวใจสำคัญนี้ได้อย่างไร้ที่ติ เป็นการเติบโตเรียนรู้ที่งดงาม

ผมไม่รู้ว่าจะมีใครที่คิดเหมือนกันหรือเปล่า แต่ VIOLET EVERGARDEN THE MOVIE ไม่ได้นำเสนอประเด็นที่แปลกใหม่อะไรเลย ทุกเรื่องที่เล่า หลายฉากหลายตอน หากลองทบทวนดี ๆ ล้วนแล้วแต่เคยปรากฏ ไม่ใช่แค่ในอนิเมะเรื่องอื่น แต่หนังหลายเรื่องก็บอกเล่าเรื่องราวแบบนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน แล้วอะไร ที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้งดงาม

ละเมียดละไม

คิดว่าอย่างแรกเลยที่ทำให้เรื่องนี้สวยงามในความไม่แตกต่าง คือวิธีการเล่าเรื่อง ถ้าหวังจะเข้าไปดูความรักหวานซึ้ง เห็นทีจะไม่ตอบโจทย์ แต่เรื่องนี้เหมาะเป็นหนังสักเรื่องของคนสักคนหรือสักคู่ที่ต้องการเพิ่มความหนักแน่นและทบทวนเสียงหัวใจตัวเองเสียมากกว่า

ตั้งแต่นาทีแรกของเรื่องราว อนิเมะจะค่อยๆ ใส่ตะกอนความคิด ค่อยๆ ไต่ระดับจังหวะการเล่าเรื่องแบบช้าๆ ไม่ให้อารมณ์สะดุดหรือรู้สึกว่าต้องเตรียมรับความเร่งเร้าที่กำลังจะมา ซึ่งผมโอเคกับจังหวะแบบนี้มาก อารมณ์เหมือนขับรถเอื่อยๆ ไปตามถนนทางตรงที่ทอดยาว (ใช่ครับ หนังยาวจริงๆ ประมาณสองชั่วโมงครึ่งได้) โดยไม่รีบร้อน มีเวลามากพอให้ซึมซับสิ่งสวยงามระหว่างทางได้อย่างเต็มที่ ภายในเรื่องเต็มไปด้วยดีเทล ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนประกอบกันเป็นสิ่งเสริมเรื่องราวได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกันก็เป็นงานศิลป์ที่ต้องอาศัยเวลาทำความเข้าใจ ทุกความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครภายในเรื่องถูกเรียงร้อยออกมาได้อย่างสวยงาม เรียกได้ทั้งรอยยิ้มอบอุ่นและน้ำตาอุ่น ๆ ได้ทุกครั้ง หากจังหวะการเล่าเรื่องไปเร็วกว่านี้ ก็คงไม่ได้อรรถรสในแบบที่ควรจะเป็น

อีกหนึ่งจุดที่อยากชมมากๆ เลยคืออนิเมะไม่ได้เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง หากแต่ตัดสลับระหว่างหลายช่วงเวลาได้อย่างเข้าใจง่ายมากๆ แม้รายละเอียดจะมาก จนอาจหลุดโฟกัสได้ง่ายๆ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ทำให้งงแต่อย่างใดว่ากำลังเล่าเรื่องในช่วงเวลาไหนอยู่ อีกทั้งถึงแม้จะเป็นมูฟวี่ที่เป็นบทสรุปของดอลผู้นี้ ที่ถ้าว่ากันตามจริงก็ต้องทำการบ้านโดยการดูฉบับทีวีซีรีส์และตอนพิเศษให้ครบถ้วนเสียก่อน (สามารถกดตรงนี้ เพื่อรับชมใน Netflix ได้) แต่มูฟวีก็ยังน่ารักเป็นมิตรต่อใครก็ตามที่เพิ่งได้ดูเป็นครั้งแรก เชื้อเชิญและต้อนรับคนดูหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี มีการอธิบายย้อนความสอดแทรกเป็นระยะๆ อยู่ตลอด จนเมื่อถึงฉากไคลแมกซ์อันเป็นฉากที่ทรงพลังที่สุดของเรื่อง ทั้งผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาอยู่แล้วและหน้าใหม่ ต่างก็ได้ร่วมประทับใจไปด้วยกันอย่างไม่มีขวยเขิน

งานภาพและดนตรีที่สวยงาม

ลำพังแค่เนื้อเรื่องอย่างเดียว ก็ทำให้อนิเมะเรื่องนี้สวยงามมากพออยู่แล้ว แต่ด้วยงานภาพและเพลงประกอบ Kyoto Animation ก็ยังรักษามาตรฐานที่สูงลิบไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดก็ได้ แค่เปิดโสตประสาททางตา สัมผัสความงดงามและวิจิตรที่ animator บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยตลอดสองชั่วโมงครึ่ง สิ่งที่จะได้รับคือภาพวาดระดับงานวิจิตรศิลป์ให้รับชมอยู่ตลอด และอยากให้ลองเปิดโสตประสาททางการฟัง เพื่อสัมผัสกับ score และ theme song ที่สวยงามอย่างมากเช่นกัน ทุกตัวโน้ตของเรื่องสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่มีบิดพริ้ว เข้ามาเสริมในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่มีการแย่งความโดดเด่นไปจากสิ่งที่ตัวหนังต้องการจะเล่า เพลงและภาพประกอบเรื่องนี้ คงเป็นอีกหนึ่งสายซัพที่ผมรักมากๆ อีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว


ตะกอนผลึกที่ VIOLET EVERGARDEN ฝากไว้

แม้หนังจบ แต่ในห้วงความคิด ยังมีบางสิ่งซึ่งหน่วงพอให้รับรู้ถึง

บางครั้งเราต่างก็คิดว่าบางอย่างไม่ต้องพูดออกไปก็ได้ จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้ว หลายครั้งเราเลือกที่จะเก็บความในใจเอาไว้กับตัวเอง ไม่ยอมบอกคนที่เราต้องการให้รับรู้มากที่สุด โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าในวันธรรมดาสักวัน คน ๆ นั้นอาจจะจากเราไป หรือเป็นเราที่ต้องจากเขาไปไกลแสนไกล ที่ตลอดชีวิตนี้อาจไม่ได้พบกันอีก กลายเป็นความคั่งค้างในใจ ที่ในหลายครั้งก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจคำว่าความรักและความสุขได้เลยไปชั่วชีวิต

ความเหงาที่มีความสุข … ใช่ ความเหงาที่มีความสุข

ตลอดการรับชม ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ผมสัมผัสมวลความเหงาที่อบอวลอยู่ภายในเรื่องไม่ได้ แต่ความเหงาเหล่านั้นกลับไม่ทำให้จมจ่อม หากแต่มีมวลความหวังคอยค้ำจุ้นอยู่เสมอ ทำให้ไม่อึดอัด และแทนที่จะซึม เรากลับยิ้มออกมาได้อย่างเต็มที่

หนังเรื่องนี้ได้ย้ำเตือนในประเด็นนี้ได้อย่างหนักแน่นและทรงพลัง หากสิ่งนั้นหนักเกินจะเอ่ย ก็จงเขียนบอก และตัวอักษรเหล่านั้นจะกลายเป็นหลักฐานแห่งความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้สัมผัสความรักอันแท้จริงมาแล้ว