mirai

กลับบ้านเถอะ อย่าหลงทางอีกล่ะ

มองไปข้างหน้าไกลๆ เข้าไว้

ความประทับใจจาก Your Name. สู่ Mirai

หลังจาก Your Name. สร้างปรากฏการณ์และความปังอย่างถล่มทลายในบ้านเรา ด้วยเนื้อหาที่ดี ดึงดูด งานภาพที่สวยงามและเปี่ยมเสน่ห์ รวมถึงผู้กำกับที่เลื่องชื่อในประเด็นการเล่นกับความหน่วงในจิตใจอย่างอาจารย์ชินไค มาโคโตะ ทำให้ Your Name. ฮอตฮิตติดลมบนได้อย่างไม่ยากเย็น และผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่หลงรักเรื่องนี้ และคิดในใจว่าคงอีกนานที่จะรู้สึกต่ออนิเมเรื่องไหนได้เทียบเท่า
หลังจากนั้น เวลามีอนิเมใหม่ๆ มาเข้าฉายในบ้านเรา ความคาดหวังสูงก็ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จนแล้วจนรอด ที่ผ่านมาก็เป็นไปตามคาด ยังไม่มีเรื่องไหนเลยที่ขึ้นไปอยู่จุดเดียวกับ Your Name. ในใจผมได้

วันเวลาผ่านมาสองปี ด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง ตั้งแต่เห็นโปสเตอร์อนิเมเรื่องหนึ่งที่เป็นสาวน้อยม.ปลาย และเด็กชายวัยอนุบาล (หรือประถม) ลอยเคว้งอยู่กลางท้องฟ้า ทำให้ผมใคร่สนใจมาก และหวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้ดู
จนกระทั่ง มีการเปิดตัวโปรเจ็คต์หนังผมไม่เล็กนะครับ และอนิเมที่ก่อนหน้าเคยสร้างแรงดึงดูดมหาศาลต่อผมเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไลน์อัพที่จะได้เข้าฉายในไทย ทำให้ได้รู้ชื่อว่านี่คือเรื่อง Mirai no Mirai แถมยังเป็นผลงานของอาจารย์โฮโซดะ มาโมรุ เจ้าของ Summer Wars ที่ผมชื่นชอบ และ Wolf Children ที่หลายคนรอบตัวผมพร้อมใจกันยกให้เป็นหนึ่งในอนิเมครอบครัวน้ำดี (มาก) อีกด้วย เท่านั้นแหละครับ ก็ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อเงียบๆ ไม่บอกใคร รอวันที่เข้าฉาย พร้อมทุบกระปุกหมู ตีตั๋วเข้าไปดูทันที

หลังจากได้ดูแล้ว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะหาคำไหนมาชม คือดีไปทุกภาคส่วนจริงๆ มันประณีต ทว่าเรียบง่าย มันแฟนตาชี แต่ไม่ถึงขั้นต้องปีนบันไดดู เล่นกับประเด็นย้อนเวลาหรือไทม์ไลน์ แต่นำเสนอออกมาได้อย่างเป็นมิตร ตลอดระยะเวลาประมาณชั่วโมงครึ่งที่ได้ชม MIRAI มันคือความเบาสบายและคอมฟอร์ทโซนอย่างแท้จริง ผมไม่สามารถหุบยิ้มได้เลยตั้งแต่ต้นเรื่องจนเพลงปิดเงียบเสียงลง

ครอบครัวและการเติบโต

ถ้าอาจารย์ชินไคเป็นเทพในการนำเสนอความรู้สึกหน่วงๆ ออกมาได้อย่างเหนือชั้น อาจารย์โฮโซดะก็เป็นเซียนในการนำเสนอประเด็นครอบครัวออกมาได้อย่างกินใจ
MIRAI เอง ถ้าให้ผมจัด ผมก็พร้อมยกให้เป็นแฟมิลี่อนิเมระดับเอลิสท์ได้อย่างไม่ลังเล คือนี่แหละครับ ครอบครัวที่พึงเป็น มีการกระทบกระทั่งกัน มีความไม่เข้าใจกัน แต่สุดท้ายด้วยสายสัมพันธ์ ทุกคนก็ถูกหล่อหลอมและส่งต่อทุกความรู้สึกมารุ่นต่อรุ่น
ถึงแม้ว่า MIRAI จะฉาบหน้าด้วยคำว่า “หนังครอบครัว” แต่สำหรับผม อีกแก่นที่สำคัญจริงๆ ของอนิเมเรื่องนี้คือ “การเติบโตของคนๆ หนึ่ง” ครับ
อาจารย์โฮโซดะ ฉลาดที่เลือกให้ตัวหลักเป็นเด็กวัยอนุบาล ด้วยความไม่ประสาต่อโลก ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครได้อย่างชัดเจนและเที่ยงตรงที่สุด (ด้วยความคิดที่บริสุทธิ์และตรงไปตรงมาของช่วงวัยนี้) ระหว่างที่ดูไป ก็นึกย้อนถึงวัยเด็กของตัวเองไป หลายๆ อย่างที่หนูน้อยทำ หลายๆ คนล้วนเคยผ่าน เคยมีประสบการณ์ร่วมกันมาทั้งสิ้น และจุดนี้แหละครับที่สะท้อนให้เห็นว่ากว่าจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ เราก็ผ่านความยากลำบากมานักต่อนักแล้วนะ ถอดใจมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หวาดกลัวตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ข้ามผ่าน และทำให้ต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า “จะยอมแพ้ตัวเราในวัยเด็กที่อ่อนแอกว่าตอนนี้จริงๆ น่ะเหรอ ลองมองดูให้ดีสิ คนที่รักเรา เขายังมองดูด้วยสายตาที่ห่วงใยอยู่ตลอดนะ” และนั่นแหละครับที่โยงไปถึงคำว่า “ครอบครัว” ที่เป็นอีกหนึ่งคีย์เมสเสจของ MIRAI และทำให้ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าต่อให้เป็นลูกโทน ไม่มีพี่น้อง ก็ยังสามารถเข้าถึงหลักใหญ่ใจความของอนิเมเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ แค่ไปยิ้มกับประสบการณ์ร่วมระหว่างเราและตัวละครเท่านั้นก็คุ้มค่ามากพอแล้ว

เสน่ห์แห่งคาแรคเตอร์และการเล่นกับเวลา

เนื้อหาว่าสุดยอดแล้ว วิธีการนำเสนอก็ดีงามไม่แพ้กัน ทั้งการมอบบทบาทให้แก่ตัวละครในเรื่อง ทำออกมาได้ดีสุดๆ ครับ ทุกตัวละครมีส่วนที่น่าจดจำทั้งหมด ไม่มีใครจืดจางกว่าใคร ทุกคนมีหน้าที่สำคัญในการต่อเติมให้ MIRAI สมบูรณ์ในแบบที่ควรเป็น พูดง่ายๆ ถ้าเอาภาพตัวละครทั้งหมดในเรื่องมาวางตรงหน้า ผมสามารถบอกฉากจำได้หมด (จริงๆ ก็อาจมีลืมบ้าง ฮาาาา)

ฉากในเรื่อง ถึงแม้จะไม่ได้ตระการตาขนาด Your Name. แต่ด้วยการดีไซน์ที่ทำออกมาให้ดูแบบสบายๆ ก็ช่วยทำให้ทุกอย่างในเรื่องละมุนละไมไปหมด แต่อย่ากลัวว่าจะน่าเบื่อ ฉากตื่นเต้น ฉากให้ลุ้นก็มี แต่ไม่ได้มาแบบกระแทกกระทั้น และสนุกไปกับมันได้อย่างเพลินๆ และอย่าถามหาฉากตลก ฉากน่ารัก เพราะนี่คืออารมณ์สำคัญที่ปกคลุมหนังไปตลอดทั้งเรื่อง เอาแค่ว่าตัวเอกเป็น “เด็กอนุบาล” ก็น่าจะนึกภาพกันออกแล้วว่าความไม่ประสาของตัวละคร จะทำให้เราอมยิ้ม ให้เราขำได้มากน้อยแค่ไหน
หลายๆ ฉากของ MIRAI ดึงกลิ่นอายเก่าๆ ของอนิเมก่อนหน้านี้ของอาจารย์โฮโซดะมาให้หายคิดถึง ที่ผมสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดก็คือกลิ่นอายของ Wolf Children และ Summer Wars

ในบางประเด็น ผมก็รู้สึกว่าไม่เคลียร์และอยู่เหนือตรรกะไปบ้าง ทั้งเรื่องการย้อนเวลา ความแฟนตาซีต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นบนโลกในหนังที่ดูแล้วน่าจะอิงพื้นฐานความเป็นจริงและความเป็นไปได้มากกว่า แต่แปลกที่คราวนี้ ผมกลับไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ ลองลดวัย ลดตรรกะลงไปให้เหลือเทียบเท่าวัยเยาว์ที่ยังอ่อนต่อโลก เท่านี้อะไรๆ ก็ “เป็นไปได้” และ “ไม่ต้องการเหตุผลมาอธิบาย” แล้วล่ะครับ
และก็ต้องชื่นชมจริงๆ ที่คุมโทนความอบอุ่นหัวใจและเบาสบายไปได้จนจบเรื่องไปจนกระทั่งเพลงประกอบที่เข้ากันได้อย่างลงตัวที่สุด เพลิดเพลินมากครับ MIRAI ดึงดูดผมได้อยู่หมัดจริงๆ

ลองเข้าไปดู เข้าไปสัมผัสความอบอุ่น ไปกันทั้งครอบครัว จูงมือพ่อแม่ พาพี่พาน้อง หรือคนรักเข้าไปดูด้วยกัน ผมเชื่อว่าความอบอุ่นในครอบครัวจะเพิ่มมากขึ้น และสายตาที่มองกันหลังดูจบ น่าจะเป็นสายตาที่พร้อมเข้าใจและให้ใจกันได้มากกว่าเดิม